Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก

รีวิวหนัง Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก

ภาพยนตร์สงครามไม่กี่เรื่องในโลกที่สามารถทำให้ผู้ชม “หายใจไม่ทั่วท้อง” ได้ตั้งแต่นาทีแรกจนวินาทีสุดท้าย และ Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก คือหนึ่งในนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขายความยิ่งใหญ่ด้วยฉากรบระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบที่คุ้นตา แต่ขาย “ความมันส์แบบกดดัน” ที่ค่อย ๆ บีบหัวใจผู้ชมให้แคบลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่มีช่องให้ผ่อนคลาย Dunkirk เป็นงานกำกับของ คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เลือกเล่าเหตุการณ์จริงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยวิธีที่แปลก แหวก และโหดทางอารมณ์อย่างยิ่ง แม้หลายคนจะคาดหวังภาพยนตร์สงครามตะวันออกกลางจากชื่อแนว แต่แท้จริงแล้ว Dunkirk คือภาพยนตร์สงครามระดับโลกที่ถ่ายทอดสภาวะของมนุษย์ในสถานการณ์คับขันได้รุนแรงไม่แพ้สงครามใด ๆ ในตะวันออกกลางหรือที่ไหนในโลก เพราะแก่นของหนังไม่ใช่สถานที่ แต่คือ “ความสิ้นหวัง การเอาตัวรอด และศักดิ์ศรีของมนุษย์” ซึ่งเป็นสากลเหนือพรมแดนทุกประเทศ

ความน่าสนใจของหนัง Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก

สิ่งที่น่าสนใจของ Dunkirk คือโครงสร้างการเล่าเรื่องที่ไม่เรียงตามเส้นตรง หนังใช้สามมุมมองหลักที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาต่างกัน แต่ถูกตัดสลับเข้าหากันอย่างแม่นยำจนผู้ชมแทบไม่รู้สึกถึงรอยต่อ แม้จะไม่มีการบอกชัดเจนด้วยคำพูด แต่ผู้ชมจะค่อย ๆ รับรู้ได้เองว่าทุกเหตุการณ์กำลังมุ่งไปสู่จุดเดียวกัน เทคนิคนี้ทำให้หนังมีพลังทางอารมณ์สูงมาก เพราะเหตุการณ์ที่ดูเหมือนเล็กน้อยในช่วงหนึ่ง กลับมีความหมายใหญ่หลวงเมื่อถูกเชื่อมเข้ากับอีกช่วงหนึ่ง Dunkirk ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวละครใดตัวละครหนึ่งเป็นพิเศษ ทุกคนคือฟันเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรสงครามขนาดมหึมา สิ่งนี้ทำให้หนังดูสมจริงและโหดร้าย เพราะในสงครามจริง ไม่มีใครเป็นพระเอกอย่างแท้จริง ทุกคนคือผู้รอดชีวิตที่โชคดี หรือผู้สูญเสียที่ไม่มีโอกาสเล่าเรื่องของตัวเอง

ในแง่ของงานภาพ Dunkirk คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซ โนแลนเลือกถ่ายทำด้วยฟิล์ม IMAX และ 65 มม. เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด สมจริง และทรงพลังที่สุด ชายหาดกว้างสุดลูกหูลูกตาที่เต็มไปด้วยทหารนับหมื่น กลายเป็นภาพที่ทั้งสวยงามและน่าสะพรึงกลัวในเวลาเดียวกัน ทะเลที่ควรเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพกลับกลายเป็นอุปสรรคแห่งความตาย เครื่องบินที่บินผ่านท้องฟ้าสีครามไม่ได้ให้ความรู้สึกอิสระ แต่กลับเป็นเงามรณะที่พร้อมจะคร่าชีวิตได้ทุกเมื่อ ภาพทุกภาพใน Dunkirk ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่เพื่อสื่ออารมณ์ของความกลัว ความโดดเดี่ยว และความไม่แน่นอนอย่างลึกซึ้ง

เสียงประกอบของหนังคืออีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้ Dunkirk กลายเป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืม ดนตรีของ ฮานส์ ซิมเมอร์ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแบ็กกราวด์ แต่เป็นเหมือนแรงกดดันที่ค่อย ๆ บีบหัวใจผู้ชม เสียงนาฬิกาที่ดังติ๊กต่อกอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นสัญลักษณ์ของเวลาที่กำลังหมดลง เสียงดนตรีที่ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำหรือถูกไล่ล่าโดยไม่มีที่ให้หนี Dunkirk ใช้เสียงเป็นเครื่องมือเล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาด จนบางครั้งไม่จำเป็นต้องมีภาพอธิบายเพิ่มเติม ผู้ชมก็เข้าใจถึงความสิ้นหวังของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน

รีวิวหนังเต็มเรื่อง Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก

Dunkirk สิ่งที่โดดเด่นคือการที่หนังแทบไม่มีบทสนทนา แต่สามารถเล่าเรื่องได้ครบถ้วนและทรงพลัง หนังเลือกให้ภาพและเสียงทำหน้าที่แทนคำพูด การแสดงของนักแสดงจึงเน้นไปที่สายตา ท่าทาง และปฏิกิริยาต่อสถานการณ์มากกว่าการพูดอธิบายความรู้สึก ตัวละครหลายคนแทบไม่มีชื่อ ไม่มีประวัติ ไม่มีอดีตให้รู้จัก แต่ผู้ชมกลับรู้สึกผูกพันและเอาใจช่วยอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือมนุษย์ธรรมดาที่กำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอด Dunkirk ไม่ได้พยายามสร้างฮีโร่ แต่สร้างความเข้าใจในความเปราะบางของมนุษย์ท่ามกลางสงคราม

ความน่าสนใจอีกอย่างของหนังคือการนำเสนอความกล้าหาญในรูปแบบที่ไม่หวือหวา ไม่มีฉากสโลว์โมชั่นยกย่องวีรบุรุษ ไม่มีคำพูดปลุกใจยิ่งใหญ่ ความกล้าหาญใน Dunkirk คือการตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ การช่วยเหลือกันโดยไม่รู้จักชื่อ การยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคนแปลกหน้า หรือแม้แต่การยืนหยัดอยู่ต่ออีกไม่กี่นาทีท่ามกลางความหวาดกลัว สิ่งเหล่านี้ทำให้ Dunkirk เป็นหนังสงครามที่พูดถึง “มนุษยธรรม” ได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องสั่งสอนหรือยัดเยียดอุดมการณ์ใด ๆ ให้ผู้ชม

แม้ Dunkirk จะเป็นหนังที่เล่าเหตุการณ์ในยุโรป แต่แก่นของมันสามารถเชื่อมโยงกับสงครามในตะวันออกกลางหรือสงครามใด ๆ บนโลกได้อย่างไม่ยาก เพราะความสูญเสีย ความหวาดกลัว และความสับสนคือสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกสมรภูมิ หนังไม่ได้ชี้นิ้วบอกว่าใครถูกใครผิด แต่สะท้อนให้เห็นว่าสงครามคือสถานการณ์ที่มนุษย์ทุกฝ่ายต้องจ่ายราคาที่โหดร้าย Dunkirk จึงไม่ใช่หนังที่ดูแล้วรู้สึกสะใจ แต่เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกหนักอึ้ง และทิ้งคำถามไว้ในใจผู้ชมยาวนานหลังหนังจบ

เมื่อมองในแง่ของความมันส์ Dunkirk คือหนังที่ใช้ความตึงเครียดเป็นเชื้อเพลิงหลัก ทุกจังหวะของหนังถูกออกแบบมาอย่างแม่นยำ ไม่มีฉากไหนที่ใส่มาเกินความจำเป็น แม้จะเป็นหนังยาวกว่าสองชั่วโมง แต่ผู้ชมแทบไม่รู้สึกถึงความยืดเยื้อ เพราะสมองและอารมณ์ถูกกระตุ้นตลอดเวลา นี่คือความมันส์ในแบบที่ไม่ต้องพึ่งฉากแอ็กชันถี่ยิบ แต่ใช้การควบคุมจังหวะและอารมณ์อย่างชาญฉลาด ซึ่งเป็นลายเซ็นของคริสโตเฟอร์ โนแลนอย่างแท้จริง

ในภาพรวม Dunkirk (2017) คือภาพยนตร์สงครามที่ทรงพลังทั้งในเชิงศิลปะและอารมณ์ หนังกล้าฉีกกรอบการเล่าเรื่องแบบเดิม ๆ และเลือกนำเสนอสงครามในมุมที่สมจริงและโหดร้ายโดยไม่โรแมนติกเกินจริง จุดเด่นของหนังอยู่ที่งานภาพ เสียง และการกำกับที่เฉียบขาด แม้จะไม่ใช่หนังที่ดูง่ายสำหรับผู้ชมทุกกลุ่ม แต่สำหรับคนที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์สงครามในมุมที่แตกต่าง Dunkirk คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด

สรุปรีวิวหนัง Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก

Dunkirk (2017) ดันเคิร์ก เป็นเพียงหนังสงครามที่เล่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นงานศิลปะที่สะท้อนสภาวะของมนุษย์ในยามคับขันได้อย่างลึกซึ้ง หนังทำให้ผู้ชมเข้าใจว่าความกล้าหาญไม่ได้มาพร้อมเสียงปรบมือ และชัยชนะไม่ได้สวยงามเสมอไป สิ่งที่หลงเหลือหลังดูจบคือความรู้สึกอึดอัด หนักแน่น และเคารพต่อผู้คนธรรมดาที่ต้องเผชิญหน้ากับสงคราม Dunkirk (2017) จึงเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สงครามที่ทรงพลังที่สุดในยุคปัจจุบัน และเป็นหนังที่พิสูจน์ว่าความมันส์ที่แท้จริง ไม่จำเป็นต้องมาจากความรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการเล่าเรื่องที่ซื่อสัตย์ต่อความเป็นมนุษย์อย่างถึงแก่น

อ่านเพิ่ม

  • รีวิวหนัง Zero Dark Thirty ยุทธการถล่มบิน ลาเดน

    รีวิวหนัง Zero Dark Thirty ยุทธการถล่มบิน ลาเดน

  • รีวิวหนัง Pearl Harbor (2001) เพิร์ล ฮาร์เบอร์

    รีวิวหนัง Pearl Harbor (2001) เพิร์ล ฮาร์เบอร์

  • รีวิวหนัง Platoon (1986) พลาทูน

    รีวิวหนัง Platoon (1986) พลาทูน

  • รีวิวหนัง Schindler’s List (1993) ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม

    รีวิวหนัง Schindler’s List (1993) ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม

  • รีวิวหนัง All Quiet on the Western Front (1979) แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

    รีวิวหนัง All Quiet on the Western Front (1979) แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

  • รีวิวหนัง 1917 เหล่าทหารท่ามกลางวิกฤติไฟสงคราม (2019)

    รีวิวหนัง 1917 เหล่าทหารท่ามกลางวิกฤติไฟสงคราม (2019)

ดูหนังออนไลน์ฟรีผ่านเว็บสตรีมมิ่ง

🍿 milwaukeechambertheatre.com

🍿 MegaBox HD

🍿 is-portal.com

🍿 www.yaminidas.com